ข้ามไปเนื้อหา

กรีโกรี รัสปูติน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กริกอรี รัสปูติน
Григорий Распутин
Image
กริกอรี รัสปูติน
เกิด(1869-01-21)21 มกราคม ค.ศ. 1869
มณฑลโตโบลสค์ จักรวรรดิรัสเซีย
เสียชีวิต30 ธันวาคม ค.ศ. 1916 (อายุ 47)
เซนต์ปีเตอส์เบิร์ก จักรวรรดิรัสเซีย
สาเหตุเสียชีวิต
ถูกยิง
อาชีพนักศาสนา
คู่สมรสPraskovia Fedorovna Dubrovina
บุตรDmitri (1897–1937)
Matryona (1898–1977)
Varvara (1900–1925)
บุพการีEfim Vilkin Rasputin
Anna Parshukova

กรีกอรี เยฟิโมวิช รัสปูติน[ก] (รัสเซีย: Григорий Ефимович Распутин, อักษรโรมัน: Grigori Yefimovich Rasputin) เป็นนักบวชชาวรัสเซีย มีชื่อเสียงในฐานะผู้มีพลังลึกลับและมีพลังปัดเป่าโรคภัย เขาเข้ามาตีสนิทกับครอบครัวของจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ซาร์องค์สุดท้ายของรัสเซีย ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในช่วงไม่กี่ปีสุดท้ายของจักรวรรดิรัสเซีย

รัสปูตินเกิดในครอบครัวชาวนา ณ หมู่บ้านโพครอฟสโกเย ในแถบไซบีเรีย เขาเริ่มเข้าสู่เส้นทางสายความเชื่อหลังจากเดินทางไปแสวงบุญที่อารามแห่งหนึ่งในปี 1897 แม้คนอื่นจะเรียกเขาว่า "สตรานนิค" ที่แปลว่าผู้ธุดงธ์ แต่เขาก็ไม่เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดในคริสตจักรรัสเซียออร์ทอดอกซ์ ซึ่งในช่วงปี 1903 ถึงต้นปี 1905 รัสปูตินเดินทางไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และสามารถดึงดูดใจผู้นำทางศาสนาและสังคมหลายคนจนกลายเป็นบุคคลโดดเด่นในสังคมชั้นสูง และในเดือนพฤศจิกายน 1905 เขาก็ได้เข้าเฝ้าจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และจักรพรรดินีอะเลคซันดรา เฟโอโดรอฟนา เป็นครั้งแรก

ปลายปี 1906 รัสปูตินเริ่มทำหน้าที่เป็นหมอปัดเป่าโรคภัยให้กับมกุฎราชกุมารอะเลคเซย์ นีโคลาเยวิช พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ซึ่งประชวรด้วยโรคฮีโมฟิเลีย (เลือดออกไม่หยุด) การเข้ามาของรัสปูตินทำให้เกิดเสียงแตกในราชสำนัก บางคนมองว่าเขาเป็นผู้วิเศษและศาสดาพยากรณ์ ในขณะที่บางคนมองว่าเป็นเพียงสิบแปดมงกุฎทางศาสนา อิทธิพลของรัสปูตินขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 1915 เมื่อจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 เสด็จออกจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเพื่อไปบัญชาการกองทัพรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในช่วงที่พระองค์ไม่อยู่นั้น รัสปูตินและจักรพรรดินีอเล็กซานดราได้ร่วมกันแผ่อิทธิพลไปทั่วจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัสเซียเริ่มพ่ายแพ้ในสงครามบ่อยครั้งขึ้น ทั้งคู่ก็เริ่มเสื่อมความนิยมลงเรื่อยๆ

30 ธันวาคม 1916 รัสปูตินถูกลอบสังหารโดยกลุ่มขุนนางฝ่ายอนุรักษนิยมที่ต่อต้านอิทธิพลของเขาที่มีต่อราชวงศ์ นักประวัติศาสตร์มักชี้ว่า ชื่อเสียงที่อื้อฉาวและภาพลักษณ์อันชั่วร้ายของรัสปูติน มีส่วนสำคัญในการทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลพรเจ้าซาร์ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟ ในเวลาต่อมา เรื่องราวชีวิตของเขามักถูกแต่งแต้มด้วยข่าวลือหนาหู จนทำให้เขายังคงเป็นบุคคลที่ลึกลับและน่าหลงใหลในวัฒนธรรมป๊อปจนถึงปัจจุบัน

ชีวิตช่วงต้น

[แก้]

กริกอรี เยฟิโมวิช รัสปูติน เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 1869 (หรือวันที่ 9 มกราคม ตามปฏิทินเก่า) ในหมู่บ้านขนาดเล็กชื่อว่าโพครอฟสโกเย ริมฝั่งแม่น้ำทูราในมณฑลโตโบลสค์ (ปัจจุบันคือแคว้นตูย์เมน) จักรวรรดิรัสเซีย[1] เขาได้รับศีลล้างบาปในวันถัดมาและได้รับการตั้งชื่อตามนักบุญเกรกอรีแห่งนิสซา[2] รัสปูตินเติบโตมาในครอบครัวชาวนาที่มีชีวิตเรียบง่าย บิดาที่ชื่อเยฟิม[3] นอกจากจะเป็นเกษตรกรแล้วยังเป็นผู้อาวุโสของโบสถ์และพนักงานส่งของของรัฐที่คอยลำเลียงสินค้าและผู้คนระหว่างโตโบลสค์และตูย์เมน[4][3] ส่วนมารดาคือแอนนา ปาร์ชูโควา ซึ่งแต่งงานกับบิดาของเขาในปี 1863 ชีวิตในวัยเด็กของรัสปูตินเต็มไปด้วยความสูญเสีย เนื่องจากเขามีพี่น้องถึง 7 หรืออาจจะ 8 คน แต่ทั้งหมดกลับเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารกหรือวัยเยาว์ มีเพียงเฟโอโดสิยาเท่านั้นที่เป็นพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อกับเขาที่สุด

Image
รัสปูตินและลูกๆ

นักประวัติศาสตร์ ดักลาส สมิธ ได้อธิบายว่าช่วงชีวิตวัยหนุ่มของรัสปูตินนั้นเปรียบเสมือน "หลุมดำ" ที่แทบไม่มีข้อมูลแน่ชัด ซึ่งช่องว่างทางประวัติศาสตร์นี้เองที่เปิดโอกาสให้เกิดการกุเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเขาในภายหลัง อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่ารัสปูตินไม่ได้รับการศึกษาในระบบและอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จนกระทั่งล่วงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับชาวนาส่วนใหญ่ในไซบีเรียสมัยนั้น

ในช่วงวัยหนุ่ม รัสปูตินมีชื่อเสียงในท้องถิ่นว่าเป็นคนเกเร มีพฤติกรรมดื่มสุราและลักเล็กขโมยน้อยอยู่บ้าง แต่จากบันทึกในหอจดหมายเหตุไม่ปรากฏหลักฐานว่าเขาเคยกระทำความผิดร้ายแรงอย่างการขโมยม้าหรือหมิ่นศาสนาตามที่ถูกกล่าวหาในภายหลัง จนกระทั่งในปี 1886 เขาได้พบกับนางสาวปราสโกเวีย ดูโบรวินา สาวชาวนาที่เขาได้เข้าพิธีวิวาห์ด้วยในเดือนกุมภาพันธ์ 1887 ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 7 คน แต่มีเพียง 3 คน เท่านั้นที่รอดชีวิตเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งปราสโกเวียเองก็ได้กลายเป็นภรรยาผู้ซื่อสัตย์ที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนเขาตลอดช่วงเวลาที่เขาเดินทางจาริกแสวงบุญและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในราชสำนักรัสเซีย[5]

เข้าสู่ศาสนา

[แก้]

ในปี 1897 รัสปูตินเริ่มหันมาสนใจในศาสนาคริสต์อย่างแรงกล้าและตัดสินใจละทิ้งหมู่บ้านโพครอฟสโกเยเพื่อออกจาริกแสวงบุญ แม้แรงจูงใจเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้จะยังไม่แน่ชัด โดยบางแหล่งข้อมูลระบุว่าเขาอาจต้องการหนีความผิดในคดีขโมยม้า ขณะที่บางแหล่งเชื่อว่าเขาเกิดนิมิตเห็นพระแม่มารีหรือนักบุญซีเมออนแห่งแวร์โฮตูร์เย หรืออาจได้รับแรงบันดาลใจจากนักเทววิทยาคนหนึ่ง แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไร ดักลาส สมิธ นักประวัติศาสตร์มองว่าการตัดสินใจในวัย 28 ปีละทิ้งภรรยาและลูกน้อย ย่อมเกิดจากจุดวิกฤตทางอารมณ์ที่รุนแรง[6]

การเดินทางไปยังอารามนักบุญนิโคลัสที่แวร์โฮตูร์เยในปี 1897 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขา ณ ที่แห่งนั้นเขาได้พบกับ "มาคารี" ผู้เป็นสตาเรตส์ หรือผู้อาวุโสทางจิตวิญญาณ ซึ่งทำให้รัสปูตินเกิดความเลื่อมใสอย่างลึกซึ้ง เขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นหลายเดือน และอาจเป็นช่วงเวลานี้เองที่เขาเริ่มเรียนรู้การอ่านเขียน อย่างไรก็ตาม รัสปูตินได้กลับมายังบ้านเกิดด้วยสภาพที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขากลายเป็นคนมักน้อย ละเว้นการดื่มสุรา เลิกกินเนื้อสัตว์ และอุทิศตนให้กับการสวดมนต์และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าอย่างแรงกล้ากว่าที่เคยเป็นมา[7]

หลังจากนั้นรัสปูตินใช้ชีวิตในฐานะ "สตรานนิค" ที่แปลว่าผู้ธุดงค์ โดยเขามักจะหายออกจากบ้านไปนานหลายเดือนหรือหลายปีเพื่อจาริกไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตทั่วรัสเซีย[8] และอาจเดินทางไกลไปถึงเขาแอทอส ศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนิกายออร์โธดอกซ์ในกรีซ เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 1900 เขาก็เริ่มมีกลุ่มผู้เลื่อมใสศรัทธาขนาดเล็กในหมู่บ้าน ซึ่งมักจะมารวมตัวกันสวดมนต์ในห้องใต้ดินที่เขาดัดแปลงเป็นโบสถ์จำลอง อย่างไรก็ตาม กิจกรรมของกลุ่มรัสปูตินกลับสร้างความสงสัยและไม่พอใจให้กับบาทหลวงและชาวบ้านคนอื่น จนเกิดข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับพิธีกรรมที่แปลกประหลาด รวมถึงข้อกล่าวหาว่าเขาอาจเข้าร่วมกับลัทธิ "คลิสตี" (Khlysty) ซึ่งเป็นนิกาย ต้องห้ามที่มีข่าวลือเรื่องการทรมานตนเองและการมั่วสุมทางเพศ[9][10] แม้ภายหลังจะมีการสืบสวนซ้ำหลายครั้งแต่นักประวัติศาสตร์ระบุว่าไม่พบหลักฐานยืนยันว่ารัสปูตินเคยเป็นสมาชิกของลัทธิดังกล่าว และข่าวลือเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องที่ปราศจากมูลความจริงในขณะนั้น

ขึ้นสู่จุดสูง

[แก้]

ในช่วงต้นทศวรรษ 1900 ชื่อเสียงเรื่องวัตรปฏิบัติและเสน่ห์ดึงดูดใจ (Charisma) ของรัสปูตินเริ่มขยายวงกว้างออกไปทั่วดินแดนไซบีเรีย[9] จนกระทั่งในช่วงปี 1904 หรือ 1905 เขาได้เดินทางไปยังเมืองคาซาน และที่นั่นเองที่เขาเริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะ "สตาเรตส์" (Starets) หรือผู้อาวุโสทางวิญญาณผู้ชาญฉลาด ผู้สามารถปัดเป่าวิกฤตทางจิตใจและความวิตกกังวลให้แก่ผู้คนได้[11] แม้จะมีกระแสข่าวลืออื้อฉาวว่ารัสปูตินมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเหล่าสตรีผู้เลื่อมใส[12] แต่เขากลับสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้นำทางศาสนาในท้องถิ่นหลายท่าน โดยเฉพาะอธิการเจ้าคณะอันเดรย์ และบิชอปคริสทานอส ซึ่งได้เขียนจดหมายแนะนำตัวให้เขานำไปมอบแก่บิชอปเซียร์เกย์ อธิการโรงเรียนเทววิทยา ณ อารามอเล็กซานเดอร์ เนฟสกี เพื่อจัดเตรียมการให้เขาได้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงอย่างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก[13][14][15]

เมื่อเดินทางมาถึงอารามอเล็กซานเดอร์ เนฟสกี ลาวรา รัสปูตินได้ถูกแนะนำให้รู้จักกับคณะผู้นำคริสตจักร รวมถึงอธิการเจ้าคณะเธโอฟาน แห่งโรงเรียนเทววิทยา ผู้ซึ่งมีสายสัมพันธ์กว้างขวางในสังคมเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและต่อมาได้ทำหน้าที่เป็นราชครูให้ราชวงศ์[16][17] เธโอฟานรู้สึกประทับใจในตัวรัสปูตินอย่างมากถึงขนาดเชิญให้เขามาพักอาศัยที่บ้าน และกลายเป็นมิตรสหายคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของรัสปูตินในเมืองหลวง[16] โดยเธโอฟานเป็นผู้เปิดประตูให้เขาเข้าสู่เสวนาสโมสร ที่ชนชั้นสูงมักจะรวมตัวกันเพื่อสนทนากัน ซึ่งจากการพบปะเหล่านี้เองที่ทำให้รัสปูตินสามารถดึงดูดกลุ่มผู้ติดตามที่ทรงอิทธิพลในช่วงแรกได้สำเร็จ แม้ว่าในเวลาต่อมาผู้ติดตามหลายคนในกลุ่มนี้จะหันมาเป็นศัตรูตัวฉกาจต่อเขาตามก็ตาม[18]

ในช่วงเวลาก่อนที่รัสปูตินจะมาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กระแสความเคลื่อนไหวทางศาสนาทางเลือก เช่น ลัทธิถือผี และเทวปรัชญา ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูงของเมืองหลวง ซึ่งเหล่าผู้นำทางสังคมจำนวนมากต่างมีความทะเยอทะยานและใคร่รู้ในเรื่องไสยศาสตร์และสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างรุนแรง[19] แนวคิดและ "บุคลิกอันแปลกประหลาด" ของรัสปูตินจึงทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายแห่งความสนใจอย่างยิ่งยวดในหมู่ชนชั้นนำในเมืองหลวง ซึ่งตามความเห็นของฟูร์มันน์ (Fuhrmann) มองว่าคนเหล่านี้อยู่ในสภาวะที่ "เบื่อหน่าย เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง และกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ" ในช่วงเวลาดังกล่าว[16] นอกจากนี้ เสน่ห์ของรัสปูตินยังอาจได้รับการส่งเสริมจากข้อเท็จจริงที่ว่าเขาเป็นชาวรัสเซียโดยกำเนิด ซึ่งแตกต่างจากผู้วิเศษคนอื่น เช่น นีซีเย อ็องแตลม์ ฟีลิป และเฌราร์ อ็องโกส ที่เคยได้รับความนิยมในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก่อนหน้านี้ [17]

ในส่วนของระยะเวลาการพำนัก ฟูร์มันน์ระบุว่ารัสปูตินพักอยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเพียงไม่กี่เดือนในการมาเยือนครั้งแรก และเดินทางกลับไปยังโพครอฟสโกเยในฤดูใบไม้ร่วงปี 1903[20] อย่างไรก็ตาม สมิธโต้แย้งว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะทราบแน่ชัดว่ารัสปูตินพำนักอยู่ในเมืองหลวงต่อเนื่องหรือได้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดในช่วงเวลาระหว่างการมาถึงครั้งแรกจนถึงปี 1905 [31] ทว่าไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ภายในปี 1905 รัสปูตินก็ได้สร้างมิตรภาพกับสมาชิกหลายคนในกลุ่มชนชั้นสูง รวมถึง "เจ้าหญิงดำ" (Black Princesses) คือ มิลิซา (Militsa) และอานาสตาเซีย (Anastasia) แห่งมอนเตเนโกร ผู้ซึ่งเสกสมรสกับพระญาติของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 (แกรนด์ดยุกปีเตอร์ นิไคโลวิช และเจ้าชายจอร์จี โรมานอฟสกี) และบุคคลทั้งสองนี้เองที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นผู้นำพาให้รัสปูตินได้เข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์เป็นครั้งแรก[17][21]

เข้าสู่แวดวงราชสำนัก

[แก้]

รัสปูตินได้เข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1905 ณ พระราชวังเปเตียร์กอฟ ซึ่งเหตุการณ์สำคัญนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในบันทึกส่วนพระองค์ของพระเจ้าซาร์ โดยระบุว่าพระองค์และจักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา ได้ "ทำความรู้จักกับบุรุษของพระเจ้า ที่ชื่อกริกอรี จากจังหวัดโตโบลสค์" [20] ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการพบกันในครั้งนั้น รัสปูตินได้เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านโพครอฟสโกเยและไม่ได้กลับมายังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอีกเลยจนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 1906[22] เมื่อเขากลับมาถึงเมืองหลวง เขาได้ส่งโทรเลขถึงพระเจ้าซาร์เพื่อทูลขอถวายรูปเคารพของนักบุญซีเมออนแห่งแวร์โฮตูร์เยแด่พระองค์ ก่อนจะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์และจักรพรรดินีอีกครั้งในวันที่ 18 กรกฎาคม และในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับบรรดาพระราชบุตร[23]

ในเวลาต่อมา ทั้งพระเจ้าซาร์นิโคลัสและจักรพรรดินีอเล็กซานดราต่างเริ่มมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า รัสปูตินมีพลังปาฏิหาริย์ในการรักษามกุฎราชกุมารอะเลคเซย์ นีโคลาเยวิช พระราชโอรสเพียงองค์เดียวผู้ทรงประชวรด้วยโรคฮีโมฟีเลีย หรืออาการเลือดออกไม่หยุด อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ยังคงมีความเห็นต่างกันว่าความเชื่อมั่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด โดยนักวิชาการออร์แลนโด ฟิกส์ มองว่ารัสปูตินถูกแนะนำให้รู้จักกับทั้งสองพระองค์ในฐานะผู้รักษาที่สามารถช่วยพระราชโอรสได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1905[24] ขณะที่โจเซฟ ที. ฟูร์มันน์ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นช่วงเดือนตุลาคม 1906 มากกว่า ที่รัสปูตินถูกขอให้ช่วยสวดภาวนาเพื่อพลานามัยของมกุฎราชกุมารอเล็กเซเป็นครั้งแรก[25]

หมอผู้รักษามกุฎราชกุมาร

[แก้]
Image
จักรพรรดินีอะเลคซันดรา เฟโอโดรอฟนา พร้อมพระราชบุตร ถ่ายภาพกับรัสปูติน และนางพยาบาล ค.ศ. 1908

อิทธิพลอันมหาศาลของรัสปูตินที่มีต่อครอบครัวราชวงศ์มีรากฐานมาจากความเชื่อมั่นของจักรพรรดินีอเล็กซานดราว่าเขาสามารถบรรเทาความเจ็บปวดและหยุดเลือดให้แก่ซาเรวิชอเล็กเซผู้ประชวรด้วยโรคฮีโมฟีเลีย[26] ส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่ขาดไม่ได้ในราชสำนัก[27] เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความเชื่อนี้เกิดขึ้นในปี 1907 เมื่อรัสปูตินสวดภาวนาจนอาการเลือดออกภายในของอเล็กเซหายดีอย่างรวดเร็ว[28] และที่โดดเด่นที่สุดคือเหตุการณ์ในปี 1912 เมื่อพระโอรสมีอาการโคม่าจนเกือบสิ้นพระชนม์ รัสปูตินซึ่งอยู่ไกลถึงไซบีเรียได้ส่งโทรเลขมาให้กำลังใจและสั่งว่า "อย่าให้พวกแพทย์รบกวนพระโอรสมากเกินไป" [29] หลังจากนั้นเลือดก็หยุดไหลอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่ง นายแพทย์ฟีโดรอฟยอมรับว่าเป็นการฟื้นตัวที่อธิบายไม่ได้ทางการแพทย์ และไม่แปลกที่จักรพรรดินีจะศรัทธาในตัวเขาว่าเป็นผู้วิเศษ[30]

โรเบิร์ต เค. แมสซี เรียกเหตุการณ์นี้ว่าหนึ่งในเรื่องลึกลับที่สุดในตำนานรัสปูติน[29] โดยสันนิษฐานว่า "ปาฏิหาริย์" นี้อาจเกิดจากการที่เขาสั่งให้แพทย์หยุดรบกวน ทำให้พระโอรสได้พักผ่อนเต็มที่ หรือคำพูดของเขาช่วยลดความเครียดของจักรพรรดินีซึ่งส่งผลดีต่อสภาวะทางจิตใจของอเล็กเซ[31] นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีเรื่องการใช้การสะกดจิต หรือการที่เขาสั่งระงับการใช้ยาแอสไพริน ซึ่งในสมัยนั้นนิยมใช้ระงับปวดแต่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด โดยที่วงการแพทย์ยังไม่ล่วงรู้ความจริงข้อนี้จนกระทั่งทศวรรษ 1950 ความเชื่อมั่นว่ารัสปูตินเป็นผู้เดียวที่ช่วยให้อเล็กเซรอดชีวิตได้ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดในใจของจักรพรรดินีสืบเนื่องมานับตั้งแต่นั้น[32]

เหตุความขัดแย้ง

[แก้]

ความศรัทธาในพลังปาฏิหาริย์ของรัสปูตินทำให้เขาได้รับสถานะและอำนาจในราชสำนักอย่างมหาศาล โดยพระเจ้าซาร์แต่งตั้งให้เขาเป็น "ผู้จุดตะเกียง" (lampadnik) ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาเข้าถึงครอบครัวราชวงศ์ได้อย่างสม่ำเสมอ[33][34] และในปี 1906 เขาได้รับพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนนามสกุลเป็น "รัสปูติน-โนวึย" (Rasputin-Noviy) อันสะท้อนถึงความโปรดปรานที่ได้รับตั้งแต่นั้น

อย่างไรก็ตาม รัสปูตินถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งเพื่อรับสินบนและแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ[33] จนกลายเป็นบุคคลอื้อฉาวที่ถูกศัตรูโจมตีว่านอกรีต แทรกแซงการเมือง และมีข่าวลือเรื่องชู้สาวกับจักรพรรดินี[35] กระแสต่อต้านเริ่มลามสู่คริสตจักรออร์โธดอกซ์ โดยในปี 1907 เขาถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่ลัทธิที่ผิดเพี้ยนคล้ายพวก "คลิสตี" แม้แต่นายกรัฐมนตรีและหน่วยตำรวจพยายามสืบสวนพฤติกรรมของเขาเพื่อหาทางขับไล่แต่ก็ไม่สำเร็จ[36] ด้านชีวิตส่วนตัว เขามักมั่วสุมดื่มสุราและมีความสัมพันธ์กับสตรีหลากหลายชนชั้นโดยอ้างว่าการสัมผัสกายคือการชำระบาป[37][38] จนกระทั่งในปี 1909 ข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขืนผู้ติดตามทำให้เธโอฟานซึ่งเคยเป็นมิตรสำคัญเริ่มมองว่าเขาเป็นภัยต่อราชวงศ์ นอกจากนี้ยังมีข่าวลือเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อสองพระราชธิดา คือเจ้าหญิงโอลกาและเจ้าหญิงทาติอานา [39][40]

เมื่อรัสเซียเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนส่วนใหญ่ได้โยนความผิดให้จักรพรรดินีและรัสปูติน ในเดือนพฤศจิกายน 1916 วลาดีมีร์ พูริชเควิช สมาชิกสภาดูมาได้วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าคณะรัฐมนตรีได้กลายเป็นเพียง "หุ่นเชิด" ที่ถูกชักใยโดยรัสปูตินและจักรพรรดินีอเล็กซานดรา—ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น "นังปีศาจแห่งรัสเซีย" และคนแปลกหน้าบนบัลลังก์รัสเซีย[41]

การเสียชีวิต

[แก้]

การลอบสังหารครั้งแรก

[แก้]

การลอบสังหารรัสปูตินครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 1914 ณ หมู่บ้านโพครอฟสโกเย บ้านเกิดของเขา โดยหญิงนามว่าคิโอเนีย กูเซวา เธอเลื่อมใสในนักบวชที่เป็นศัตรูของรัสปูติน เธอใช้มีดแทงเข้าที่ท้องของเขาอย่างรุนแรงขณะที่เขากำลังเดินออกจากบ้าน แม้แผลจะฉกรรจ์จนลำไส้แทบทะลักออกมา แต่รัสปูตินกลับรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์หลังจากเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้นนานหลายเดือน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเขาอย่างมาก ทำให้เขากลายเป็นคนหวาดระแวงและเริ่มหันมาดื่มสุราอย่างหนักเพื่อคลายความกังวล

การลอบสังหารครั้งที่สอง

[แก้]

การลอบสังหารครั้งที่สองซึ่งประสบความสำเร็จ เกิดขึ้นในคืนวันที่ 30 ธันวาคม 1916 โดยกลุ่มขุนนางฝ่ายอนุรักษนิยมนำโดย เจ้าชายเฟลิกซ์ ยูซูพอฟ พวกเขาลวงรัสปูตินไปยังวังมอยกาเพื่อลอบสังหาร ตามบันทึกที่เป็นตำนานระบุว่า กลุ่มผู้ก่อการพยายามวางยาไซยาไนด์ในขนมเค้กและไวน์ แต่ดูเหมือนสารพิษจะทำอะไรเขาไม่ได้ จนยูซูพอฟต้องตัดสินใจใช้ปืนยิงเข้าที่หน้าอกของเขา

Image
ศพของรัสปูตินและรอยกระสุนที่ศีรษะ

แต่เรื่องราวกลับยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัว เมื่อรัสปูตินที่ดูเหมือนจะสิ้นใจไปแล้วกลับลุกขึ้นมาจู่โจมยูซูพอฟและพยายามวิ่งหนีออกไปที่ลานกลางหิมะ จนกระทั่งถูก วลาดีมีร์ พูริชเควิช ยิงซ้ำอีกหลายนัดที่หลังและศีรษะจนล้มลง กลุ่มผู้ก่อการได้มัดร่างของเขาและนำไปโยนลงในแม่น้ำเนวาที่เย็นจัด ร่างของเขาถูกพบในอีกสองวันต่อมา ซึ่งผลการชันสูตรในภายหลังยืนยันว่าเขาเสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืนที่ศีรษะในระยะเผาขน การตายของเขาเปรียบเสมือนลางร้ายที่เป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟในเวลาต่อมาไม่นาน

ผลที่ตามมา

[แก้]

การเสียชีวิตของรัสปูตินในเดือนธันวาคม 1916 ไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคงของราชวงศ์ตามที่กลุ่มผู้ก่อการคาดหวังไว้ แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบที่รวดเร็วขึ้นอย่างน่าใจหาย ในขณะที่ชนชั้นสูงและสมาชิกสภาดูมาบางส่วนเฉลิมฉลองการจากไปของเขา แต่จักรพรรดินีอเล็กซานดรากลับทรงตกอยู่ในสภาวะโศกเศร้าอย่างรุนแรงและยิ่งทรงปลีกตัวออกจากสังคมมากขึ้น เหตุการณ์ลอบสังหารนี้ไม่ได้ช่วยกู้คืนชื่อเสียงของราชสำนักโรมานอฟในสายตาประชาชน แต่กลับยิ่งตอกย้ำถึงความไร้เสถียรภาพและการขาดการควบคุมของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่ปล่อยให้ความขัดแย้งภายในบานปลายจนเกิดการนองเลือดในหมู่ขุนนาง

อ้างอิง

[แก้]
  1. Wilson 1964, pp. 23–26.
  2. Fuhrmann 2012, p. 7.
  3. 1 2 Smith 2016, p. 14.
  4. Fuhrmann 2012, p. 6.
  5. Smith 2016, pp. 14–15.
  6. Smith 2016, p. 21.
  7. Fuhrmann 2012, p. 17.
  8. Smith 2016, pp. 23, 26.
  9. 1 2 Smith 2016, p. 28.
  10. Fuhrmann 2012, pp. 19–20.
  11. Smith 2016, pp. 50–51.
  12. Fuhrmann 2012, p. 25.
  13. Smith 2016, pp. 50–53.
  14. Fuhrmann 2012, p. 26.
  15. Radzinsky 2010, pp. 47–48.
  16. 1 2 3 Fuhrmann 2012, p. 29.
  17. 1 2 3 Smith 2016, p. 66.
  18. Smith 2016, p. 57.
  19. Figes 1998, p. 29.
  20. 1 2 Smith 2016, p. 65.
  21. Fuhrmann 2012, pp. 29–30, 39.
  22. Smith 2016, pp. 69–76.
  23. Fuhrmann 2012, p. 41.
  24. Figes 1998, p. 30.
  25. Fuhrmann 2012, pp. 41–42.
  26. Ferro 1995, p. 137.
  27. Shukman 1994, p. 370.
  28. Fuhrmann 2012, p. 43.
  29. 1 2 Massie 2012, p. 195.
  30. Julia P. Gelardi, Born to Rule: Five Reigning Consorts, Granddaughters of Queen Victoria, p. 176
  31. Massie 2012, pp. 197–198.
  32. Massie 2012, p. 198.
  33. 1 2 Figes 1998, p. 31.
  34. Ferro 1995, p. 138.
  35. Figes 1998, pp. 32–33.
  36. Fuhrmann 2012, p. 57.
  37. "Grigori Rasputin". Britannica, 2023.
  38. Harris, Carolyn (2016). "The Murder of Rasputin, 100 Years Later". Smithsonian Magazine.
  39. Smith 2016, p. 168.
  40. Fuhrmann 2012, pp. 61–62.
  41. Radzinsky 2010, p. 434.

หนังสืออ่านเพิ่มเติม

[แก้]
  • King, Greg (1998) [Originally by Carol Pub. in 1995]. The Man Who Killed Rasputin: Prince Felix Youssoupov and the Murder That Helped Bring Down the Russian Empire (illustrated ed.). Secaucus, New Jersey: Citadel Press. ISBN 0806519711.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]