ข้ามไปเนื้อหา

ลัทธิอาณานิคม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ลัทธิอาณานิคม (อังกฤษ: colonialism) เป็นการสถาปนา แสวงหาประโยชน์จากพื้นที่อื่น ธำรงรักษา ได้มาซึ่งและขยายอาณานิคมในดินแดนหนึ่งจากประชากรอีกดินแดนหนึ่ง ลัทธิอาณานิคมเป็นชุดความสัมพันธ์ไม่เท่ากันระหว่างเจ้าอาณานิคมและอาณานิคม และมักระหว่างผู้อยู่ในนิคมและประชากรพื้นเมือง[1][2]

สมัยอาณานิคมยุโรปอยู่ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อชาติยุโรปหลายชาติสถาปนาอาณานิคมในทวีปเอเชีย แอฟริกาและอเมริกา ทีแรก ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายแบบพาณิชยนิยมซึ่งออกแบบมาเพื่อเสริมเศรษฐกิจของประเทศแม่โดยแลกกับเศรษฐกิจของคู่แข่ง ฉะนั้น ปกติอาณานิคมจึงได้รับอนุญาตให้ค้าขายเฉพาะกับประเทศแม่เท่านั้น ทว่า เมื่อถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิบริติชยกเลิกนโยบายพาณิชยนิยมและการจำกัดการค้า และเริ่มใช้หลักการค้าเสรี โดยมีการจำกัดหรือภาษีศุลกากรน้อย[3][4][5]

ประวัติ

[แก้]
Image
แผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ยุโรป
  พม่า, มาลายา และ บอร์เนียว ของบริเตน
Image
แผนที่ทวีปแอฟริกาในปี 1914
Image
แผนที่ทวีปแอฟริกาในปี 1939
Image
แผนที่อาณานิคมในปี 1800
Image
แผนที่อาณานิคมในปี 1914
Image
แผนที่อาณานิคมในปี 1936
Image
แผนที่อาณานิคมในปี 1945
Image
แผนที่ทวีปเอเชียในปี 1898
Image
แผนที่เอเชียแปซิฟิกในปี 1939
Image
แผนที่ทวีปอเมริกาในปี 1750

กิจกรรมซึ่งเรียกได้ว่าลัทธิอาณานิคมนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เริ่มจากจักรวรรดิแอฟริกาก่อนสมัยอาณานิคมซึ่งนำให้ชาวอียิปต์ ฟินีเซีย กรีกและโรมันล้วนสร้างอาณานิคมในสมัยโบราณ

ลัทธิอาณานิคมสมัยใหม่เริ่มด้วยยุคแห่งการสำรวจ โปรตุเกสและสเปนค้นพบดินแดนใหม่ทั่วทั้งมหาสมุทรและสร้างสถานีการค้าหรือพิชิตดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล บางคนถือว่าการสร้างอาณานิคมทั่วทั้งมหาสมุทรนี้เองที่แยกแยะลัทธิอาณานิคมจากลัทธิการขยายอาณาเขต (expansionism) แบบอื่น มีการแบ่งดินแดนใหม่เหล่านี้ระหว่างจักรวรรดิโปรตุเกสและสเปนครั้งแรกโดยสารตราพระสันตะปาปาอินเทอร์เซเทอรา และต่อมาโดยสนธิสัญญาตอร์เดซิยัสและสนธิสัญญาซาราโกซา (ค.ศ. 1529)

สมัยนี้ยังสัมพันธ์กับการปฏิวัติพาณิชย์ สมัยกลางตอนปลายมีการปฏิรูปการบัญชีและการธนาคารในอิตาลีและเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ยุโรปตะวันตกรับและนำมาปรับใช้กับความเสี่ยงและรางวัลสูงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอาณานิคม

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีการสร้างจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศสและจักรวรรดิดัตช์ เช่นเดียวกับกรรมสิทธิ์โพ้นทะเลของอังกฤษ ซึ่งต่อมากลายเป็นจักรวรรดิบริติช นอกจากนี้ ยังมีการสถาปนาจักรวรรดิอาณานิคมเดนมาร์กและอาณานิคมโพ้นทะเลของสวีเดนบ้าง

การแพร่กระจายของจักรวรรดิอาณานิคมลดลงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยสงครามปฏิวัติอเมริกาและสงครามประกาศอิสรภาพละตินอเมริกา อย่างไรก็ตาม มีการสถาปนาอาณานิคมใหม่จำนวนมากหลังช่วงนี้ รวมทั้งจักรวรรดิอาณานิคมเยอรมันและจักรวรรดิอาณานิคมเบลเยียม ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลายชาติยุโรปเกี่ยวข้องในลัทธิอาณานิคมในทวีปแอฟริกา

จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิออตโตมันและจักรวรรดิออสเตรียมีอยู่ในห้วงเวลาเดียวกันกับจักรวรรดิข้างต้น แต่มิได้แผ่ข้ามมหาสมุทร จักรวรรดิเหล่านี้ขยายผ่านช่องทางแต่เดิมโดยการพิชิตอาณาเขตเพื่อนบ้านแทน จักรวรรดิญี่ปุ่นจำลองตนเองตามจักรวรรดิอาณานิคมยุโรป สหรัฐได้ดินแดนโพ้นทะเล

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฝ่ายสัมพันธมิตรผู้คว้าชัยแบ่งจักรวรรดิอาณานิคมเยอรมันและจักรวรรดิออตโตมันส่วนใหญ่ระหว่างพวกตนในฐานะอาณัติสันนิบาตชาติ ดินแดนเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นสามระดับตามความพร้อมได้รับเอกราช ทว่า การปลดปล่อยอาณานิคมนอกทวีปอเมริกาล่าไปจนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ใน ค.ศ. 1972 สหประชาชาติตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษการปลดปล่อยอาณานิคม หรือมักเรียกว่า คณะกรรมาธิการ 24 เพื่อส่งเสริมกระบวนการนี้

ยิ่งไปกว่านั้น มีขบวนการเอกราชและโครงการความเป็นปึกแผ่นการเมืองโลก เช่น ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มีส่วนสำคัญในความพยายามปลดล่อยอาณานิคมในอดีตอาณานิคม

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Rodney, Walter (2018). How Europe underdeveloped Africa. Verso Books. ISBN 978-1-78873-119-5. OCLC 1048081465.
  2. Jacobs, Margaret D. (1 July 2009). White Mother to a Dark Race. Lincoln: U of Nebraska Press. pp. 24, 81, 421, 430. ISBN 978-0-8032-1100-1. OCLC 268789976.
  3. Philip T. Hoffman (2015). Why Did Europe Conquer the World?. Princeton University Press. pp. 2–3. ISBN 978-1-4008-6584-0.
  4. Stoler, Ann Laura (4 October 1995). Race and the Education of Desire: Foucault's History of Sexuality and the Colonial Order of Things. Duke University Press. doi:10.2307/j.ctv11319d6. ISBN 978-0-8223-7771-9.
  5. Abay, Robel Afeworki; Soldatic, Karen. "Intersectional Colonialities: Embodied Colonial Violence and Practices of Resistance at the Axis of Disability, Race, Indigeneity, Class, and Gender". Routledge & CRC Press. สืบค้นเมื่อ 8 March 2024.