แมงกานีส
ก้อนแมงกานีสบริสุทธิ์และเศษแมงกานีสที่เกิดออกไซด์ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แมงกานีส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| การออกเสียง | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ลักษณะปรากฏ | โลหะสีเงินวาว | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| น้ำหนักอะตอมมาตรฐาน Ar°(Mn) | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แมงกานีสในตารางธาตุ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เลขอะตอม (Z) | 25 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| หมู่ | 7 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คาบ | คาบที่ 4 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| บล็อก | บล็อก-d | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การจัดเรียงอิเล็กตรอน | [Ar] 3d5 4s2 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| อิเล็กตรอนต่อระดับพลังงาน | 2, 8, 13, 2 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สมบัติทางกายภาพ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สถานะ ที่ STP | ของแข็ง | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| จุดหลอมเหลว | 1519 K (1246 °C, 2275 °F) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| จุดเดือด | 2334 K (2061 °C, 3742 °F) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความหนาแน่น (ที่ 20° C) | 7.476 g/cm3 [3] | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ขณะเป็นของเหลว (ที่จุดหลอมเหลว) | 5.95 g/cm3 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความร้อนของการหลอมเหลว | 12.91 kJ/mol | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความร้อนของการกลายเป็นไอ | 221 kJ/mol | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความจุความร้อนจำเพาะเชิงโมล | 26.32 J/(mol·K) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
ความดันไอ
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สมบัติของอะตอม | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สถานะออกซิเดชัน | ทั่วไป: +2, +4, +7 −3,[4] −2,[5][4] −1,[4] 0,[4] +1,[4] +3,[4] +5,[4] +6[4] | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| อิเล็กโทรเนกาติวิตี | สเกลเพาลิง: 1.55 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พลังงานไอออไนเซชัน |
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| รัศมีอะตอม | จากการทดลอง: 127 pm | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| รัศมีโควาเลนต์ | สปินต่ำ: 139±5 pm สปินสูง: 161±8 pm | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สมบัติอื่น ๆ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| โครงสร้างผลึก | α-Mn: body-centered cubic (bcc) (cI58) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ค่าคงที่แลตทิซ | a = 891.16 pm (ที่ 20 °C)[3] | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การขยายตัวจากความร้อน | 23.61×10−6/K (ที่ 20 °C)[3] | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การนำความร้อน | 7.81 W/(m⋅K) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สภาพต้านทานไฟฟ้า | 1.44 µΩ⋅m (ที่ 20 °C) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สมบัติแม่เหล็ก | พาราแมกเนติก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สภาพรับไว้ได้ทางแม่เหล็กเชิงโมล | (α) +529.0×10−6 cm3/mol (293 K)[6] | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| มอดุลัสของยัง | 198 GPa | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| มอดุลัสเชิงปริมาตร | 120 GPa | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความเร็วเสียง แท่งโลหะบาง | 5150 m/s (ที่ 20 °C) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความแข็งโมส | 6.0 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ความแข็งบริเนล | 196 MPa | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เลขทะเบียน CAS | 7439-96-5 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ประวัติ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การตั้งชื่อ | มาจากชื่อภูมิภาค แมกนีเซีย ประเทศกรีซ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การค้นพบ | คาร์ล วิลเฮ็ล์ม เชเลอ (ค.ศ. 1774) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การแยกธาตุครั้งแรก | โยฮัน ก็อทลีบ กอน (ค.ศ. 1774) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ไอโซโทปของแมงกานีส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||
แมงกานีส (อังกฤษ: manganese) เป็นธาตุเคมีที่มีสัญลักษณ์ Mn และเลขอะตอม 25 มีลักษณะเป็นโลหะสีเงิน แข็ง และเปราะ มักพบในแร่ต่าง ๆ ร่วมกับเหล็ก โลหะแมงกานีสถูกแยกออกมาได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1770 แมงกานีสเป็นโลหะแทรนซิชันที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ในโลหะเจือเชิงอุตสาหกรรมอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหล็กกล้าไร้สนิม ซึ่งแมงกานีสจะช่วยปรับปรุงความแข็งแกร่ง ความสามารถในการขึ้นรูป และความทนทานต่อการสึกหรอ ส่วนสารประกอบแมงกานีสออกไซด์ถูกนำไปใช้เป็นตัวเติมออกซิเจน (oxidising agent) สารเติมแต่งในยาง การทำแก้ว ปุ๋ย และเซรามิก นอกจากนี้ แมงกานีสซัลเฟตยังสามารถนำไปใช้เป็นสารกำจัดเชื้อราได้อีกด้วย
แมงกานีสยังเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเผาผลาญสารอาหารมหธาตุ (macronutrient) การสร้างกระดูก และระบบป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ ตลอดจนเป็นส่วนประกอบสำคัญในโปรตีนและเอนไซม์หลายสิบชนิด[8] โดยธาตุชนิดนี้จะพบมากที่สุดในกระดูก รวมถึงในตับ ไต และสมอง[9] สำหรับในสมองของมนุษย์ แมงกานีสจะจับตัวอยู่กับโลหะโปรตีน (metalloprotein) ของแมงกานีส ซึ่งที่เด่นชัดที่สุดคือเอนไซม์กลูตามีนซินเทเทส (glutamine synthetase) ในเซลล์แอสโทรไซต์ (astrocyte)
แมงกานีสในรูปแบบของเกลือสีม่วงเข้มอย่างโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (ด่างทับทิม) นิยมนำมาใช้เป็นตัวเติมออกซิเจนในห้องปฏิบัติการทั่วไป และโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตยังถูกนำไปใช้เป็นสารฆ่าสิ่งมีชีวิต (biocide) ในกระบวนการบำบัดน้ำอีกด้วย
ธาตุนี้ยังปรากฏอยู่ที่บริเวณเร่ง (active site) ในเอนไซม์บางชนิด[10] และสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ การทำหน้าที่เป็นกลุ่มก้อนอะตอม Mn–O หรือกลุ่มสารประกอบเชิงซ้อนวิวัฒน์ออกซิเจน (oxygen-evolving complex) ในกระบวนการผลิตออกซิเจนของพืช
คุณลักษณะ
[แก้]สมบัติทางกายภาพ
[แก้]แมงกานีสเป็นโลหะสีเทาเงินที่มีลักษณะคล้ายเหล็ก มีความแข็งและเปราะมาก หลอมละลายได้ยาก แต่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ง่าย[11] แมงกานีสและไอออนทั่วไปของมันมีสมบัติพาราแมกเนติก[12] แมงกานีสจะหมองลงอย่างช้า ๆ ในอากาศ และเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ("สนิม") เช่นเดียวกับเหล็กในน้ำที่มีออกซิเจนละลายอยู่[13]
ไอโซโทป
[แก้]แมงกานีสที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติประกอบด้วยไอโซโทปที่เสถียรเพียงชนิดเดียว คือ 55Mn มีไอโซโทปรังสีหลายชนิดที่ถูกแยกและอธิบายไว้ โดยมีตั้งแต่ 46Mn ถึง 72Mn ชนิดที่เสถียรที่สุดคือ 53Mn ซึ่งมีครึ่งชีวิต 3.7 ล้านปี, 54Mn มีครึ่งชีวิต 312.08 วัน และ 52Mn มีครึ่งชีวิต 5.591 วัน ไอโซโทปกัมมันตรังสีที่เหลือทั้งหมดมีครึ่งชีวิตน้อยกว่า 3 ชั่วโมง และส่วนใหญ่มีครึ่งชีวิตน้อยกว่า 1 นาที โหมดการสลายตัวหลักในไอโซโทปที่เบากว่าไอโซโทปเสถียรที่มีปริมาณมากที่สุด (55Mn) คือการจับยึดอิเล็กตรอน (electron capture) ส่วนโหมดหลักในไอโซโทปที่หนักกว่าคือการสลายตัวให้อนุภาคบีตา (beta decay) นอกจากนี้ แมงกานีสยังมีสถานะเมตา (meta state) อีก 3 สถานะ[14]
แมงกานีสเป็นส่วนหนึ่งของธาตุในกลุ่มเหล็ก (iron group) ซึ่งเชื่อกันว่าถูกสังเคราะห์ขึ้นในดาวฤกษ์มวลมากก่อนการระเบิดของซูเปอร์โนวาไม่นาน[15] 53Mn สลายตัวเป็น 53Cr โดยมีครึ่งชีวิต 3.7 ล้านปี เนื่องจากมีครึ่งชีวิตที่สั้น 53Mn จึงพบได้ค่อนข้างยาก โดยเกิดขึ้นจากการชนของรังสีคอสมิก (cosmic rays) กับเหล็ก[16]
โครเมียมและแมงกานีสพบร่วมกันมากพอที่จะนำมาวัดค่าเพื่อประยุกต์ใช้ในธรณีวิทยาไอโซโทป (isotope geology) และอัตราส่วน Mn/Cr ในทางนี้ถูกนำมาใช้สำหรับการหาอายุจากสารกัมมันตรังสี (radiometric dating) เพื่อระบุอายุระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม อัตราส่วนไอโซโทป Mn–Cr ช่วยสนับสนุนหลักฐานจาก 26Al และ 107Pd เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคแรกของระบบสุริยะ ความผันแปรของอัตราส่วน 53Cr/52Cr และ Mn/Cr จากอุกกาบาตหลายชิ้นบ่งชี้ว่าอัตราส่วน 53Mn/55Mn เริ่มต้นมีค่าไม่เป็นศูนย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความผันแปรขององค์ประกอบไอโซโทป Cr ต้องเป็นผลมาจากผลของการสลายตัว ณ ที่นั้น (in situ decay) ของ 53Mn ในวัตถุดาวเคราะห์ที่เกิดการแยกชั้น (differentiated planetary bodies) ดังนั้น 53Mn จึงเป็นหลักฐานเพิ่มเติมสำหรับกระบวนการนิวคลีโอสังเคราะห์ (nucleosynthesis) ที่เกิดขึ้นทันทีก่อนการรวมตัวกันของระบบสุริยะ[17]
รูปอัญรูป
[แก้]อัญรูป (allotropes) หรือรูปแบบโครงสร้างของแมงกานีสในสถานะของแข็งมีอยู่ 4 รูปแบบที่รู้จักกันดี ได้แก่ α, β, γ และ δ ซึ่งเกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงขึ้นตามลำดับ ทั้งหมดเป็นโลหะ มีความเสถียรที่ความดันมาตรฐาน และมีโครงข่ายผลึกแบบลูกบาศก์ (cubic crystal lattice) แต่มีโครงสร้างอะตอมที่แตกต่างกันอย่างมาก[18][19][20]
แอลฟาแมงกานีส (α-Mn) เป็นเฟสสมดุลที่อุณหภูมิห้อง มีโครงสร้างแลตทิซแบบลูกบาศก์กึ่งกลางตัว (body-centered cubic) และมีความแตกต่างจากโลหะธาตุอื่น ๆ ตรงที่มีเซลล์หน่วยที่ซับซ้อนมาก โดยมี 58 อะตอมต่อเซลล์หน่วย (29 อะตอมต่อเซลล์หน่วยปฐมภูมิ) ซึ่งมีอะตอมของแมงกานีสอยู่ในสิ่งแวดล้อม (ตำแหน่ง) ที่แตกต่างกัน 4 ประเภท[21][18] มีสมบัติพาราแมกเนติกที่อุณหภูมิห้อง และเป็นแอนติเฟอร์โรแมกเนติกที่อุณหภูมิต่ำกว่า 95 เคลวิน (−178 องศาเซลเซียส)[22]

เบตาแมงกานีส (β-Mn) ก่อตัวขึ้นเมื่อได้รับความร้อนสูงกว่าอุณหภูมิเปลี่ยนเฟสที่ 973 เคลวิน (700 องศาเซลเซียส; 1,292 องศาฟาเรนไฮต์) มีโครงสร้างแบบลูกบาศก์ปฐมภูมิ (primitive cubic) โดยมี 20 อะตอมต่อเซลล์หน่วยในตำแหน่งสองประเภท ซึ่งมีความซับซ้อนพอ ๆ กับโลหะธาตุอื่น ๆ[23] สามารถเตรียมให้อยู่ในรูปเฟสแบบกึ่งเสถียร (metastable phase) ที่อุณหภูมิห้องได้ง่ายโดยการชุบเย็น (quenching) แมงกานีสอย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส (1,120 เคลวิน; 1,560 องศาฟาเรนไฮต์) ในน้ำแข็ง เบตาแมงกานีสไม่แสดงการจัดเรียงตัวทางแม่เหล็ก โดยยังคงมีสมบัติพาราแมกเนติกลงไปจนถึงอุณหภูมิต่ำสุดที่วัดได้ (1.1 เคลวิน)[23][24][25]
แกมมาแมงกานีส (γ-Mn) ก่อตัวขึ้นเมื่อได้รับความร้อนสูงกว่า 1,370 เคลวิน (1,100 องศาเซลเซียส; 2,000 องศาฟาเรนไฮต์) มีโครงสร้างแบบลูกบาศก์กึ่งกลางหน้าอย่างง่าย (simple face-centered cubic) โดยมี 4 อะตอมต่อเซลล์หน่วย เมื่อชุบเย็นลงสู่อุณหภูมิห้องจะเปลี่ยนกลับเป็น β-Mn แต่สามารถทำให้เสถียรที่อุณหภูมิห้องได้โดยการทำเป็นโลหะเจือร่วมกับธาตุอื่น ๆ อย่างน้อยร้อยละ 5 (เช่น คาร์บอน, เหล็ก, นิกเกิล, ทองแดง, แพลเลเดียม หรือทองคำ) โลหะเจือที่ถูกทำให้เสถียรด้วยสารละลายเหล่านี้จะบิดเบี้ยวไปเป็นโครงสร้างแบบเตตราโกนัลกึ่งกลางหน้า (face-centered tetragonal)[26][25]
เดลตาแมงกานีส (δ-Mn) ก่อตัวขึ้นเมื่อได้รับความร้อนสูงกว่า 1,406 เคลวิน (1,133 องศาเซลเซียส; 2,071 องศาฟาเรนไฮต์) และมีความเสถียรไปจนถึงจุดหลอมเหลวของแมงกานีสที่ 1,519 เคลวิน (1,246 องศาเซลเซียส; 2,275 องศาฟาเรนไฮต์) มีโครงสร้างแบบลูกบาศก์กึ่งกลางตัว (body-centered cubic) โดยมี 2 อะตอมต่อเซลล์หน่วยลูกบาศก์[19][25]
ดูเพิ่ม
[แก้]- โปรตีนขนส่งแมงกานีสออกนอกเซลล์ (manganese exporter) – โปรตีนขนส่งผ่านเยื่อหุ้มเซลล์
- รายชื่อประเทศเรียงตามการผลิตแมงกานีส
- การพาร์กเกอไรซิง (parkerizing) – กระบวนการชุบเคลือบผิวโลหะเพื่อกันสนิม
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Standard Atomic Weights: แมงกานีส". CIAAW. 2017.
- ↑ Prohaska, Thomas; Irrgeher, Johanna; Benefield, Jacqueline; Böhlke, John K.; Chesson, Lesley A.; Coplen, Tyler B.; Ding, Tiping; Dunn, Philip J. H.; Gröning, Manfred; Holden, Norman E.; Meijer, Harro A. J. (2022-05-04). "Standard atomic weights of the elements 2021 (IUPAC Technical Report)". Pure and Applied Chemistry (ภาษาอังกฤษ). doi:10.1515/pac-2019-0603. ISSN 1365-3075.
- 1 2 3 Arblaster, John W. (2018). Selected Values of the Crystallographic Properties of Elements. Materials Park, Ohio: ASM International. ISBN 978-1-62708-155-9.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 Greenwood, Norman N.; Earnshaw, Alan (1997). Chemistry of the Elements (2nd ed.). Butterworth-Heinemann. p. 28. ISBN 978-0-08-037941-8.
- ↑ Mn(–2) is known in Mn(cod)2−2; see John E. Ellis (2006). "Adventures with Substances Containing Metals in Negative Oxidation States". Inorganic Chemistry (ภาษาอังกฤษ). 45 (8): 3167–3186. doi:10.1021/ic052110i.
- ↑ Weast, Robert (1984). CRC, Handbook of Chemistry and Physics. Boca Raton, Florida: Chemical Rubber Company Publishing. pp. E110. ISBN 0-8493-0464-4.
- ↑ Kondev, F. G.; Wang, M.; Huang, W. J.; Naimi, S.; Audi, G. (2021). "The NUBASE2020 evaluation of nuclear properties" (PDF). Chinese Physics C. 45 (3): 030001. doi:10.1088/1674-1137/abddae.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อErikson-2019 - ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อEmsley2001 - ↑ Roth, Jerome; Ponzoni, Silvia; Aschner, Michael (2013). "Manganese Homeostasis and Transport". ใน Banci, Lucia (บ.ก.). Metallomics and the Cell. Metal Ions i n Life Sciences. Vol. 12. Springer. pp. 169–201. doi:10.1007/978-94-007-5561-1_6. ISBN 978-94-007-5560-4. PMC 6542352. PMID 23595673. Electronic-book ISBN 978-94-007-5561-1.
- ↑ Holleman, Arnold F.; Wiberg, Egon; Wiberg, Nils (1985). "Mangan". Lehrbuch der Anorganischen Chemie (ภาษาเยอรมัน) (91–100 ed.). Walter de Gruyter. pp. 1110–1117. ISBN 978-3-11-007511-3.
- ↑ Lide, David R. (2004). Magnetic susceptibility of the elements and inorganic compounds, in Handbook of Chemistry and Physics. CRC press. pp. 4–136. ISBN 978-0-8493-0485-9. สืบค้นเมื่อ 7 September 2019.
- ↑ แมงกานีส ที่สารานุกรมบริตานิกา
- ↑ Kondev, F. G.; Wang, M.; Huang, W. J.; Naimi, S.; Audi, G. (2021). "The NUBASE2020 evaluation of nuclear properties" (PDF). Chinese Physics C. 45 (3): 030001. doi:10.1088/1674-1137/abddae.
- ↑ Clery, Daniel (4 June 2020). "The galaxy's brightest explosions go nuclear with an unexpected trigger: pairs of dead stars". Science. สืบค้นเมื่อ 26 July 2021.
- ↑ Schaefer, Jeorg; Faestermann, Thomas; Herzog, Gregory F.; Knie, Klaus; Korschinek, Gunther; Masarik, Jozef; Meier, Astrid; Poutivtsev, Michail; Rugel, Georg; Schlüchter, Christian; Serifiddin, Feride; Winckler, Gisela (2006). "Terrestrial manganese-53 – A new monitor of Earth surface processes". Earth and Planetary Science Letters. 251 (3–4): 334–345. Bibcode:2006E&PSL.251..334S. doi:10.1016/j.epsl.2006.09.016.
- ↑
- Birck, J.; Rotaru, M.; Allègre, C. (1999). "53Mn-53Cr evolution of the early solar system". Geochimica et Cosmochimica Acta. 63 (23–24): 4111–4117. Bibcode:1999GeCoA..63.4111B. doi:10.1016/S0016-7037(99)00312-9.
- Lugmair, G.; Shukolyukov, A. (1998). "Early solar system timescales according to 53Mn-53Cr systematics". Geochimica et Cosmochimica Acta. 62 (16): 2863–2886. Bibcode:1998GeCoA..62.2863L. doi:10.1016/S0016-7037(98)00189-6.
- Shukolyukov, Alexander; Lugmair, Günter W. (2000). "On The 53Mn Heterogeneity In The Early Solar System". Space Science Reviews. 92 (1–2): 225–236. Bibcode:2000SSRv...92..225S. doi:10.1023/A:1005243228503.
- Trinquier, A.; Birck, J.; Allègre, C.; Göpel, C.; Ulfbeck, D. (2008). "53Mn–53Cr systematics of the early Solar System revisited". Geochimica et Cosmochimica Acta. 72 (20): 5146–5163. Bibcode:2008GeCoA..72.5146T. doi:10.1016/j.gca.2008.03.023.
- 1 2 3 Young, D.A. (1975). "Phase diagrams of the elements". International Nuclear Information System. LNL: 15. สืบค้นเมื่อ 30 January 2023.
- 1 2 Dhananjayan, N.; Banerjee, T. (1969). Crystallographic modifications of manganese and their transformation characteristics. Chapter 1 of: Structure of Electro-Deposited Manganese. CSIR-NML. pp. 3–28.
- ↑ Kemmitt, R. D. W.; Peacock, R. D. (1973). The Chemistry of Manganese, Technetium and Rhenium. Pergamon Texts in Inorganic Chemistry. Saint Louis: Elsevier Science. p. 778. ISBN 978-1-4831-3806-0. OCLC 961064866.
- ↑ Bradley, A.J.; Thewlis, J. (1927). "The crystal structure of α-manganese". Proceedings of the Royal Society of London, Series A. 115 (771): 456–471. Bibcode:1927RSPSA.115..456B. doi:10.1098/rspa.1927.0103. ISSN 0950-1207.
- ↑ Lawson, A. C.; Larson, Allen C.; Aronson, M. C.; และคณะ (1994). "Magnetic and crystallographic order in α-manganese". J. Appl. Phys. 76 (10): 7049–7051. Bibcode:1994JAP....76.7049L. doi:10.1063/1.358024. ISSN 0021-8979.
- 1 2 Prior, Timothy J; Nguyen-Manh, Duc; Couper, Victoria J; Battle, Peter D (2004). "Ferromagnetism in the beta-manganese structure: Fe1.5Pd0.5Mo3N". Journal of Physics: Condensed Matter. 16 (13): 2273–2281. Bibcode:2004JPCM...16.2273P. doi:10.1088/0953-8984/16/13/008. ISSN 0953-8984. S2CID 250784683.
- ↑ Funahashi, S.; Kohara, T. (1984). "Neutron diffuse scattering in β-manganese". J. Appl. Phys. 55 (6): 2048–2050. Bibcode:1984JAP....55.2048F. doi:10.1063/1.333561. ISSN 0021-8979.
- 1 2 3 Duschanek, H.; Mohn, P.; Schwarz, K. (1989). "Antiferromagnetic and ferromagnetic gamma-manganese generalisation of the fixed-spin-moment method". Physica B: Condensed Matter. 161 (1–3): 139–142. doi:10.1016/0921-4526(89)90120-8. ISSN 0921-4526.
- ↑ Bacon, G E; Cowlam, N (1970). "A study of some alloys of gamma -manganese by neutron diffraction". Journal of Physics C: Solid State Physics. 3 (3): 675–686. Bibcode:1970JPhC....3..675B. doi:10.1088/0022-3719/3/3/023. ISSN 0022-3719.
แหล่งที่มา
[แก้]- Greenwood, Norman N.; Earnshaw, Alan (1997). Chemistry of the Elements (2nd ed.). Butterworth-Heinemann. ISBN 978-0-08-037941-8.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- National Pollutant Inventory – Manganese and compounds Fact Sheet
- International Manganese Institute
- NIOSH Manganese Topic Page
- Manganese at The Periodic Table of Videos (University of Nottingham)
- All about Manganese Dendrites
- Electric Arc Furnace (EAF) Slag
- usgs.gov: Manganese (Mineral Commodity Summaries 2025)


